หน้าแรก คณะบริหาร ข่าวประชาสัมพันธ์ ภาพกิจกรรม สมุดตรวจเยี่ยม ติดต่อเรา
นายรวง เพ็งเพ็ชร์
ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์
ข้าวชุมชน ตำบลหูล่อง
เมนูกลุ่ม
-ประวัติกลุ่ม
-ข่าวประชาสัมพันธ์
-ภาพกิจกรรม
-บทบาทหน้าที่รับผิดชอบของ
คณะกรรมการในการบริหาร
-ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร
ฝ่ายบริหารและบุคลากร
-ฝ่ายบริหาร
-ฝ่ายเหรัญยิก
-ฝ่ายประชาสัมพันธ์
-ฝ่ายตรวจสอบ

 

 

ประวัติศูนย์ข้าว



"มันเก่งมาจากไหน ถึงมาทำงานใหญ่ๆได้
ทำโครงการใหญ่ๆ ไม่มีทางสำเร็จหรอก "

เป็นคำสบประมาทของคนในชุมชน จึงทำให้ผมมีวันนี้

 

      การพัฒนาศักยภาพการผลิตและส่งเสริมการปลูกข้าว ภายในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นงานด้านพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ที่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง  โดยกิจกรรมที่สำคัญประการหนึ่งคือ

การจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนนอกเหนือจากการส่งเสริมการผลิตข้าวพันธุ์ดี การพัฒนาชาวนาผู้นำ และชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว
      ในวันนี้ศูนย์ข่าวชุมชนที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จ กระจายอยู่ทั่วโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีพ้นที่ 1.9 ล้านไร่
        วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่อง ตั้งอยู่เลขที่ 19 หมู่ที่ 3 ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง
จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร.(084)626-9825  นับเป็นอีกความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น อันมาจากเหล่าสมาชิกชาวนา
ในตำบลหูล่อง ได้ความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว

ผนวกกับการเดินหน้าส่งเสริมอย่างจริงจังของราชการที่เกี่ยวข้อง
         ในที่นี้ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่อง นอกจากจะเป็นแหล่งการผลิตและกระจายพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีแล้วยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างถึงชุมชนเข้มแข็ง
         วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่อง มี คุณ รวง  เพ็งเพ็ชร์ เป็นประธานศูนย์
มีผลิตทั้งเมล็ดข้าวพันธุ์ดี เช่น ข้าวเล็บนก  ข้าวปทุมธานี  และผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ 
ปลอดภัยจากสารพิษจำหน่ายเป็นสินค้าหลัก
              

"  กว่าจะมาถึงวันนี้  สู่ด้วยใจ"
    ก่อนที่จะมารวมใจกันเป็นหนึ่งจนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่อง
ได้นั้น คุณประโลม   ศรีเจ้า  ซึ่งเป็นแกนนำผู้ก่อตั้งกลุ่ม บอกว่า “ เราสู่กันมาด้วยใจ เพราะข้าวคือชีวิตของพวกเรา”
      
  สิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ชาวนา จำนวน 16 คน ได้มารวมกันแบบธรรมชาติ คือช่วงนั้นการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เป็นอาชีพที่เรียกได้ว่าได้รับความนิยมสูงสุด มีการแพร่กระจายการเลี้ยงไปทุกพื้นที่ รวมถึงในตำบลหูล่อง
  
  “แต่เดิมพื้นที่แถบนี้ได้มีการทำนา ปลูกข้าวพื้นเมืองกัน 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อกระแสการเลี้ยงกุ้งเข้ามา  ทุกอย่างก็เปลี่ยน 
บางส่วนพลิกนาเป็นบ่อกุ้ง บางส่วนต้องเลิกทำนา  เพราะนำเค็มจากบ่อกุ้งรุกล้ำเข้ามาทำให้นาเสียหายปลูกข้าวไม่ได้
จึงปล่อยให้เป็นนาร้าง  พวกผมทั้ง 16 คน  ที่ยังยืนหยัดอยู่กับการทำนา ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ในพื้นที่เป็นหย่อมๆ  ก็ต้องประสบปัญหาศัตรูเข้าทำลาย ทำให้ได้รับความเสียหาย”
        
   แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดอยู่กับอาชีพการปลูกข้าว  ทำให้เกิดการพูดคุยกัน ระหว่างชาวนาที่ยังคงเหลื่ออยู่ ทั้ง 16 คน และนำไปสู่การรวมความคิด รวมใจ และรวมแปลงนาให้มาอยู่ใกล้เคียงกัน  เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้น
      
“คนอื่นๆ ไปทำนากุ้งกันหมด  พวกผม ยังทำนาอยู่  แรงเสียดทานจากชุมชนก็เลยเยอะหน่อย อย่างคำพูดว่า  คนอื่นเค้าเลี้ยงกุ้งแล้วรวย  แต่พวกนี้ยังทำนา  แต่เราก็ทำกันมา  พอดีว่าช่วงที่เราทำนั้น มีโครงการของในหลวงเข้ามาซึ่งมีการพัฒนาในด้านต่าง รวมถึงเรื่องของการปลูกข้าวด้วย  ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง  ได้เริ่มเข้ามาสนับสนุน”
             

โครงการของในหลวงที่กล่าวถึงคือ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ้งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2537 และเป็นปีเดียวที่กลุ่มชาวนาแห่งนี้เกิดขึ้น
   “แต่กว่าจะประสบความสำเร็จได้ใช้เวลานานเริ่มจากปี พ.ศ.2537 มาเป็นรูปร่างได้ก็ปีพ.ศ. 2550 ที่สามารถจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนได้” เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่คุณรวงบอกว่า ทำให้ต้องใช้เวลานาน  เพราการขาดความรู้ มีมาแต่ใจที่สู่
      

  “เราล้มกันตั้งหลายครั้ง แต่ก็ลุกมาสู้อีก”
การล้มแต่ละครั้งได้กลายเป็นบทเรียนการกลับไปมองถึงสาเหตุเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา  จึงนำมาสู่การเดินทางไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการจัดการ  แนวทางการทำงานและวิธีการบริหารจัดการกลุ่ม
       

  “ที่ไหนมีการสัมมนา  ที่ไหนให้เข้าไปศึกษาดูงาน  ทั้งเชิญไปหรือไม่เชิญ พวกเราจะส่งตัวแทนไปหมด  ไปเพื่อเรียนรู้ให้สำเร็จ  จากองค์ความรู้ที่ได้รับ  จึงนำมาสู่การปฏิบัติจริงจนเกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นผลงานที่แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเราทำจริงและได้ผลจริง”
      

คุณรวง กล่าวต่อไปว่าผลงานที่ออกมา จึงทำให้ชาวบ้านรอบข้างเริ่มสนใจและสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของกลุ่มเพิ่มมากขึ้น 
จนเกิดการต่อยอด  และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ  อย่างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี 
จนเกิดเป็นศูนย์ข้าวชุมชนขึ้น ในปี พ.ศ.2550
           

“ ทุกวันนี้ศูนย์ข้าวชุมชนของตำบลหูล่องไม่ได้มีเฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่มาใช้ประโยชน์  แต่จากตำบลอื่นๆ ก็เข้ามา  อย่างโรงสีซึ่งเน้นการสีข้าวปลอดสารเคมี ของเรามีคิวจองสีข้าวจากที่อื่นๆ เต็มตลอด”
       

“ทุกวันนี้ทางศูนย์ก็พยายามเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวที่ปลอดภัยไว้กินเองในครัวเรือน  โดยเฉพาะข้าวพื้นเมืองของภาคใต้การพัฒนาคนให้สามารถปลูกข้าวกินเองเพื่อสุขภาพนั่นคือเป้าหมายสำคัญ
ที่ทางศูนย์อยากให้ประสบความสำเร็จ”
      

“สิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจทำให้ทีมงานมุ่งมั่นกันมาจนสำเร็จคือ  อยากทำเพื่อในหลวงด้วย เพราะท่านมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับข้าว
เกี่ยวกับชาวนาบ่อย และพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังนั้นเดิมคือ แหล่งทำนา เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ทางทีมงานก็อยากให้มีนาข้าวอยู่เหมือนในอดีต  ซึ่งทุกวันนี้มีหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินการตามพัฒนาของในหลวงได้เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”

  จากความสำเร็จที่ก่อตั้งศูนย์ข้าวชุมชนในปี พ.ศ. 2550 ได้สำเร็จ  ก้าวเดินแห่งการพัฒนาของชาวนาแห่งตำบลหูล่อง
       ยังมีต่อมาเรื่อยๆ จนสามารถยกระดับ  ได้รับการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน  และที่ภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่ง คือ ได้รับเลือกจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้เป็นศูนย์ส่งเสริมและผลิตข้าวชุมชนดีเด่น ระดับเขต  ในปี พ.ศ. 2553

จากข้าวปลอดสารเคมีจะก้าวสู่ข้าวอินทรีย์ครบวงจร
    “วันนี้ข้าว คือ เรื่องหลักของคนหูล่อง เพราะทุกคนเข้าใจแล้วว่าสำคัญอย่างไร วันนี้ทางทีมงานไม่เพียงปลูกข้าวอย่างเดียว  แต่ยังมีการฟื้นประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เกี่ยวกับข้าวให้กลับมาด้วย  รวมถึงการทำนาของเรายังมีการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับเทคโนโลยีการทำนาสมัยใหม่”
 

    อีกแนวคิดและกำลังเกิดขึ้นภายในตำบลหูล่อง  โดยมีศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่องเป็นแกนนำคือ “การปลูกข้าวอินทรีย์และใช้ประโยชน์อย่างครบวงจร”
   

   โดยประธานศูนย์บอกว่า ในวันนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อก้าวไปสู่การทำข้าวอินทรีย์  แต่การปลูกข้าวของตำบลหูล่องวันนี้ เรียกว่า ปลอดสารเคมีทุกขั้นตอน

        ซึ่งสาเหตุที่ก้าวไปสู่การผลิตข้าวอินทรีย์คือต้องการให้เกิดความปลอดภัยทั้งชาวนาผู้ปลูกและผู้บริโภค

         “อย่างตัวผมเองนั้นก็แพ้สารเคมีการเกษตรอย่างมากเลย  และได้ศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์มามากพอสมควร  จากการที่เป็นหมอดินของสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช  จึงมองว่าข้าวอินทรีย์เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ”

           สำหรับการขยายแนวคิดเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์นั้น  ยังได้ขยายออกไปสู่การสร้างเครือข่ายในจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย  โดยสามารถขยายออกไปได้ถึง 30 เครือข่าย
 
          ประธานศูนย์ข้าวฯ บอกว่า  ทุกวันนี้การทำนาจะไม่ใช่สารเคมีในทุกขั้นตอน อย่างปุ๋ย จะเน้นการใส่ปุ๋ยพืชสด 
ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ เป็นหลัก
 
           “ส่วนการทำข้าวครบวงจรที่ทำนั้น เป็นแบบครบวงจรจริงๆ  ไม่ใช่แค่นำข้าวมาแปลรูปเราเริ่มทำข้าวอินทรีย์  พอได้ข้าวเปลือกมาเราก็เอาข้าวมาแปลรูปเป็นข่าวสารไปจำหน่าย ส่วนผลผลิตอื่นๆ เช่น แกลบ รำข้าวที่ได้ก็นำมาแปลรูปอีกทีหนึ่ง อย่างแกลบก็นำมาทำเป็นพลังงานทดแทน ขี้เถ้าแกลบหรือถ่านแกลบ สามารถนำมาทำปุ๋ย  รำข้าวนั้นนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์แบบพื้นบ้าน
เลี้ยงหมู่ ไก่ พอไก่ หมู่ กินได้มูลมา  เราก็เอามาทำปุ๋ย ซึ่งทุกอย่างจะเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่”
 
          “ถ้าทำแบบนี้ได้สำเร็จ  ก็แทบไม่ต้องพึ่งพาภายนอกเลย  ไม่ว่าราคาอาหาร ปัจจัยการผลิตทุกอย่างจะขยับขึ้นอย่างไร 
ก็ไม่กระทบกับเราแล้ว  เพราะทุกอย่างสามารถผลิตและใช่เองได้ในชุมชน”
       ในขณะนี้การทำข้าวครบวงจรของกลุ่มข้าวชุมชชนแห่งนี้กำลังดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องซึ่งขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ข้าวที่
พร้อมจำหน่ายให้กับผู้สนใจ ไ้่ด้แก่ ข้าวเล็บนก ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ เป็นสายพันธุ์ข้าวไว้แสง เหมาะกับการเพาะ
ปลูกในพื้นที่ตำบลหูล่อง

 

การจัดตั้ง

    ปี 2537 การประกอบการทำนามีปัญหาน้ำเค็มจากบ่อกุ้ง ได้รุกล้ำแปลงนาข้าวประกอบกับการทำนากุ้งได้ผลตอบแทนสูง ทำให้ชาวนาเลิกทำนาเหลือเพียงชาวนาไม่กี่คนที่เหลือทำนาอยู่ โดยทำนาแต่ละแปลงอยู่กระจ่ายห่างกัน โดนศัตรูข้าว เช่น หนู นก เข้าทำลายเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ต้องเลิกทำนาด้วยความจำยอมเป็นพื้นที่นาร้างโดยสิ้นเชิง
    นาย รวง เพ็งเพ็ชร์ และ นาย ประโลม ศรีเจ้า เห็นชุมชนเกิดปัญหาในการทำนาจึงได้ชวนชาวนามารวมกลุ่มเพื่อฟื้นฟูการทำนาให้กับชาวนาในตำบลหูล่องโดยชักชวนชาวนา คนหัวไวใจสู่ได้จำนวน 16 คน พื้นที่การทำนา 200 ไร่ ตั้งชื่อกลุ่มว่า “ กลุ่มประชาคมการเกษตร (1) ” และขยายเครือข่ายเป็น กลุ่มประชาคมการเกษตร (2)(3)(4) ตามลำดับ ได้แก้ปัญหาอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง
ปี 2552  ได้พัฒนามาเป็นวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธ์ข้าวชุมชนตำบลหูล่อง สนับสุนนโดยกรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช องค์การบริหารส่วนตำบลหูล่อง
    วัตถุประสงค์
1.เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี กระจ่ายพันธุ์สู่ชาวนาและชุมชนใกล้เคียง
2.เพื่อส่งเสริมการบริโภคข้าว ที่ปลอดภัยจากสารพิษ
3.เพื่อส่งเสริม และแก้ปัญหาต่างๆให้กับชาวนาในชุมชน
4.เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการนาข้าว
   แบบครบวงจร
5.เพื่อสนับสนุน และสนองตามนโยบายภาครัฐ หน่วยงานราชการ  เอกชน
   ที่เกี่ยวข้อง
6.เป็นแหล่งกองทุนหมุนเวียนในชุมชน

 

กิจกรรมที่ดำเนินการ

ปี 2537 รวมกลุ่มทำนามีสมาชิก 16 คน
ปี 2537 – 2540 ขยายเครือข่ายเพิ่มอีก 3 กลุ่มในตำบล ดูแลสมาชิกเครือข่าย(เกษตรกรการทำนาในตำบล)
ปี 2540 – 2550 เข้าร่วมโครงการจัดเขตพัฒนาที่ดินตามโครงการเฉลิมพระเกียตริ กิจกรรมฟื้นฟูนาร้าง ไถ่นา ทำคันนา ปรับปรุงนา ลักษณะที่ 2และ ลักษณะที่3 ให้สอดคล้องตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ปี 2550 พัฒนาเป็นศูนย์ข้าวชุมชน จดทะเบียนวิสาหกิจศูนย์ข้าวชุมชน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550
         กิจกรรม
            - ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวกระจายสู่ชุมชนและชาวนาทั่วไป
            - ผลิตข้าวปลอดสารเคมีเพื่อบริโภค และ จำหน่ายโดยการแปรรูปเป็นข้าวสาร
            - ทำแปลงเรียนรู้ระบบนิเวศในนาข้าว
            - ทำแปลงทดลองวิใจพันธุ์ข้าว
            - แปลงเตือนภัยโรคระบาดและศัตรูข้าว
            - แปลงเรียนรู้การวิเคราะห์ดิน
            - แปลงเรียนรู้การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน
ปี 2553 ได้รับรางวัลศูนย์ข้าวชุมชนดีเด่นระดับเขต เข้าร่วมโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ปี 2554 ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านนำร่องภายใต้แผนพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ปี 2555 พัฒนาเป็นหมู่บ้านชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พัฒนาเป็นแหล่งเรียนและขยายผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

     
     
     

 

 

 

 

 

 

 

นายชำนิ เพ็งเพ็ชร์ ม. 402 เลขที่ 3