ประวัติศูนย์ข้าว
"มันเก่งมาจากไหน ถึงมาทำงานใหญ่ๆได้
ทำโครงการใหญ่ๆ ไม่มีทางสำเร็จหรอก "
เป็นคำสบประมาทของคนในชุมชน จึงทำให้ผมมีวันนี้
การพัฒนาศักยภาพการผลิตและส่งเสริมการปลูกข้าว ภายในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นงานด้านพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ที่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมที่สำคัญประการหนึ่งคือ
การจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนนอกเหนือจากการส่งเสริมการผลิตข้าวพันธุ์ดี การพัฒนาชาวนาผู้นำ และชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว
ในวันนี้ศูนย์ข่าวชุมชนที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จ กระจายอยู่ทั่วโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีพ้นที่ 1.9 ล้านไร่
วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่อง ตั้งอยู่เลขที่ 19 หมู่ที่ 3 ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง
จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร.(084)626-9825 นับเป็นอีกความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น อันมาจากเหล่าสมาชิกชาวนา
ในตำบลหูล่อง ได้ความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว
ผนวกกับการเดินหน้าส่งเสริมอย่างจริงจังของราชการที่เกี่ยวข้อง
ในที่นี้ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่อง นอกจากจะเป็นแหล่งการผลิตและกระจายพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีแล้วยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างถึงชุมชนเข้มแข็ง
วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่อง มี คุณ รวง เพ็งเพ็ชร์ เป็นประธานศูนย์
มีผลิตทั้งเมล็ดข้าวพันธุ์ดี เช่น ข้าวเล็บนก ข้าวปทุมธานี และผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ
ปลอดภัยจากสารพิษจำหน่ายเป็นสินค้าหลัก
" กว่าจะมาถึงวันนี้ สู่ด้วยใจ"
ก่อนที่จะมารวมใจกันเป็นหนึ่งจนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่อง
ได้นั้น คุณประโลม ศรีเจ้า ซึ่งเป็นแกนนำผู้ก่อตั้งกลุ่ม บอกว่า “ เราสู่กันมาด้วยใจ เพราะข้าวคือชีวิตของพวกเรา”
สิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ชาวนา จำนวน 16 คน ได้มารวมกันแบบธรรมชาติ คือช่วงนั้นการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เป็นอาชีพที่เรียกได้ว่าได้รับความนิยมสูงสุด มีการแพร่กระจายการเลี้ยงไปทุกพื้นที่ รวมถึงในตำบลหูล่อง
“แต่เดิมพื้นที่แถบนี้ได้มีการทำนา ปลูกข้าวพื้นเมืองกัน 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อกระแสการเลี้ยงกุ้งเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยน
บางส่วนพลิกนาเป็นบ่อกุ้ง บางส่วนต้องเลิกทำนา เพราะนำเค็มจากบ่อกุ้งรุกล้ำเข้ามาทำให้นาเสียหายปลูกข้าวไม่ได้
จึงปล่อยให้เป็นนาร้าง พวกผมทั้ง 16 คน ที่ยังยืนหยัดอยู่กับการทำนา ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ในพื้นที่เป็นหย่อมๆ ก็ต้องประสบปัญหาศัตรูเข้าทำลาย ทำให้ได้รับความเสียหาย”
แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดอยู่กับอาชีพการปลูกข้าว ทำให้เกิดการพูดคุยกัน ระหว่างชาวนาที่ยังคงเหลื่ออยู่ ทั้ง 16 คน และนำไปสู่การรวมความคิด รวมใจ และรวมแปลงนาให้มาอยู่ใกล้เคียงกัน เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้น
“คนอื่นๆ ไปทำนากุ้งกันหมด พวกผม ยังทำนาอยู่ แรงเสียดทานจากชุมชนก็เลยเยอะหน่อย อย่างคำพูดว่า คนอื่นเค้าเลี้ยงกุ้งแล้วรวย แต่พวกนี้ยังทำนา แต่เราก็ทำกันมา พอดีว่าช่วงที่เราทำนั้น มีโครงการของในหลวงเข้ามาซึ่งมีการพัฒนาในด้านต่าง รวมถึงเรื่องของการปลูกข้าวด้วย ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เริ่มเข้ามาสนับสนุน”
โครงการของในหลวงที่กล่าวถึงคือ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ้งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2537 และเป็นปีเดียวที่กลุ่มชาวนาแห่งนี้เกิดขึ้น
“แต่กว่าจะประสบความสำเร็จได้ใช้เวลานานเริ่มจากปี พ.ศ.2537 มาเป็นรูปร่างได้ก็ปีพ.ศ. 2550 ที่สามารถจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนได้” เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่คุณรวงบอกว่า ทำให้ต้องใช้เวลานาน เพราการขาดความรู้ มีมาแต่ใจที่สู่
“เราล้มกันตั้งหลายครั้ง แต่ก็ลุกมาสู้อีก”
การล้มแต่ละครั้งได้กลายเป็นบทเรียนการกลับไปมองถึงสาเหตุเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา จึงนำมาสู่การเดินทางไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการจัดการ แนวทางการทำงานและวิธีการบริหารจัดการกลุ่ม
“ที่ไหนมีการสัมมนา ที่ไหนให้เข้าไปศึกษาดูงาน ทั้งเชิญไปหรือไม่เชิญ พวกเราจะส่งตัวแทนไปหมด ไปเพื่อเรียนรู้ให้สำเร็จ จากองค์ความรู้ที่ได้รับ จึงนำมาสู่การปฏิบัติจริงจนเกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นผลงานที่แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเราทำจริงและได้ผลจริง”
คุณรวง กล่าวต่อไปว่าผลงานที่ออกมา จึงทำให้ชาวบ้านรอบข้างเริ่มสนใจและสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของกลุ่มเพิ่มมากขึ้น
จนเกิดการต่อยอด และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ อย่างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จนเกิดเป็นศูนย์ข้าวชุมชนขึ้น ในปี พ.ศ.2550
“ ทุกวันนี้ศูนย์ข้าวชุมชนของตำบลหูล่องไม่ได้มีเฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่มาใช้ประโยชน์ แต่จากตำบลอื่นๆ ก็เข้ามา อย่างโรงสีซึ่งเน้นการสีข้าวปลอดสารเคมี ของเรามีคิวจองสีข้าวจากที่อื่นๆ เต็มตลอด”
“ทุกวันนี้ทางศูนย์ก็พยายามเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวที่ปลอดภัยไว้กินเองในครัวเรือน โดยเฉพาะข้าวพื้นเมืองของภาคใต้การพัฒนาคนให้สามารถปลูกข้าวกินเองเพื่อสุขภาพนั่นคือเป้าหมายสำคัญ
ที่ทางศูนย์อยากให้ประสบความสำเร็จ”
“สิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจทำให้ทีมงานมุ่งมั่นกันมาจนสำเร็จคือ อยากทำเพื่อในหลวงด้วย เพราะท่านมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับข้าว
เกี่ยวกับชาวนาบ่อย และพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังนั้นเดิมคือ แหล่งทำนา เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ทางทีมงานก็อยากให้มีนาข้าวอยู่เหมือนในอดีต ซึ่งทุกวันนี้มีหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินการตามพัฒนาของในหลวงได้เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”
จากความสำเร็จที่ก่อตั้งศูนย์ข้าวชุมชนในปี พ.ศ. 2550 ได้สำเร็จ ก้าวเดินแห่งการพัฒนาของชาวนาแห่งตำบลหูล่อง
ยังมีต่อมาเรื่อยๆ จนสามารถยกระดับ ได้รับการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน และที่ภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่ง คือ ได้รับเลือกจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้เป็นศูนย์ส่งเสริมและผลิตข้าวชุมชนดีเด่น ระดับเขต ในปี พ.ศ. 2553
จากข้าวปลอดสารเคมีจะก้าวสู่ข้าวอินทรีย์ครบวงจร
“วันนี้ข้าว คือ เรื่องหลักของคนหูล่อง เพราะทุกคนเข้าใจแล้วว่าสำคัญอย่างไร วันนี้ทางทีมงานไม่เพียงปลูกข้าวอย่างเดียว แต่ยังมีการฟื้นประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เกี่ยวกับข้าวให้กลับมาด้วย รวมถึงการทำนาของเรายังมีการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับเทคโนโลยีการทำนาสมัยใหม่”
อีกแนวคิดและกำลังเกิดขึ้นภายในตำบลหูล่อง โดยมีศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลหูล่องเป็นแกนนำคือ “การปลูกข้าวอินทรีย์และใช้ประโยชน์อย่างครบวงจร”
โดยประธานศูนย์บอกว่า ในวันนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อก้าวไปสู่การทำข้าวอินทรีย์ แต่การปลูกข้าวของตำบลหูล่องวันนี้ เรียกว่า ปลอดสารเคมีทุกขั้นตอน
ซึ่งสาเหตุที่ก้าวไปสู่การผลิตข้าวอินทรีย์คือต้องการให้เกิดความปลอดภัยทั้งชาวนาผู้ปลูกและผู้บริโภค
“อย่างตัวผมเองนั้นก็แพ้สารเคมีการเกษตรอย่างมากเลย และได้ศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์มามากพอสมควร จากการที่เป็นหมอดินของสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงมองว่าข้าวอินทรีย์เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ”
สำหรับการขยายแนวคิดเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์นั้น ยังได้ขยายออกไปสู่การสร้างเครือข่ายในจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย โดยสามารถขยายออกไปได้ถึง 30 เครือข่าย
ประธานศูนย์ข้าวฯ บอกว่า ทุกวันนี้การทำนาจะไม่ใช่สารเคมีในทุกขั้นตอน อย่างปุ๋ย จะเน้นการใส่ปุ๋ยพืชสด
ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ เป็นหลัก
“ส่วนการทำข้าวครบวงจรที่ทำนั้น เป็นแบบครบวงจรจริงๆ ไม่ใช่แค่นำข้าวมาแปลรูปเราเริ่มทำข้าวอินทรีย์ พอได้ข้าวเปลือกมาเราก็เอาข้าวมาแปลรูปเป็นข่าวสารไปจำหน่าย ส่วนผลผลิตอื่นๆ เช่น แกลบ รำข้าวที่ได้ก็นำมาแปลรูปอีกทีหนึ่ง อย่างแกลบก็นำมาทำเป็นพลังงานทดแทน ขี้เถ้าแกลบหรือถ่านแกลบ สามารถนำมาทำปุ๋ย รำข้าวนั้นนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์แบบพื้นบ้าน
เลี้ยงหมู่ ไก่ พอไก่ หมู่ กินได้มูลมา เราก็เอามาทำปุ๋ย ซึ่งทุกอย่างจะเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่”
“ถ้าทำแบบนี้ได้สำเร็จ ก็แทบไม่ต้องพึ่งพาภายนอกเลย ไม่ว่าราคาอาหาร ปัจจัยการผลิตทุกอย่างจะขยับขึ้นอย่างไร
ก็ไม่กระทบกับเราแล้ว เพราะทุกอย่างสามารถผลิตและใช่เองได้ในชุมชน”
ในขณะนี้การทำข้าวครบวงจรของกลุ่มข้าวชุมชชนแห่งนี้กำลังดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องซึ่งขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ข้าวที่
พร้อมจำหน่ายให้กับผู้สนใจ ไ้่ด้แก่ ข้าวเล็บนก ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ เป็นสายพันธุ์ข้าวไว้แสง เหมาะกับการเพาะ
ปลูกในพื้นที่ตำบลหูล่อง
การจัดตั้ง
ปี 2537 การประกอบการทำนามีปัญหาน้ำเค็มจากบ่อกุ้ง ได้รุกล้ำแปลงนาข้าวประกอบกับการทำนากุ้งได้ผลตอบแทนสูง ทำให้ชาวนาเลิกทำนาเหลือเพียงชาวนาไม่กี่คนที่เหลือทำนาอยู่ โดยทำนาแต่ละแปลงอยู่กระจ่ายห่างกัน โดนศัตรูข้าว เช่น หนู นก เข้าทำลายเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ต้องเลิกทำนาด้วยความจำยอมเป็นพื้นที่นาร้างโดยสิ้นเชิง
นาย รวง เพ็งเพ็ชร์ และ นาย ประโลม ศรีเจ้า เห็นชุมชนเกิดปัญหาในการทำนาจึงได้ชวนชาวนามารวมกลุ่มเพื่อฟื้นฟูการทำนาให้กับชาวนาในตำบลหูล่องโดยชักชวนชาวนา คนหัวไวใจสู่ได้จำนวน 16 คน พื้นที่การทำนา 200 ไร่ ตั้งชื่อกลุ่มว่า “ กลุ่มประชาคมการเกษตร (1) ” และขยายเครือข่ายเป็น กลุ่มประชาคมการเกษตร (2)(3)(4) ตามลำดับ ได้แก้ปัญหาอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง
ปี 2552 ได้พัฒนามาเป็นวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธ์ข้าวชุมชนตำบลหูล่อง สนับสุนนโดยกรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช องค์การบริหารส่วนตำบลหูล่อง
วัตถุประสงค์
1.เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี กระจ่ายพันธุ์สู่ชาวนาและชุมชนใกล้เคียง
2.เพื่อส่งเสริมการบริโภคข้าว ที่ปลอดภัยจากสารพิษ
3.เพื่อส่งเสริม และแก้ปัญหาต่างๆให้กับชาวนาในชุมชน
4.เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการนาข้าว
แบบครบวงจร
5.เพื่อสนับสนุน และสนองตามนโยบายภาครัฐ หน่วยงานราชการ เอกชน
ที่เกี่ยวข้อง
6.เป็นแหล่งกองทุนหมุนเวียนในชุมชน
กิจกรรมที่ดำเนินการ
ปี 2537 รวมกลุ่มทำนามีสมาชิก 16 คน
ปี 2537 – 2540 ขยายเครือข่ายเพิ่มอีก 3 กลุ่มในตำบล ดูแลสมาชิกเครือข่าย(เกษตรกรการทำนาในตำบล)
ปี 2540 – 2550 เข้าร่วมโครงการจัดเขตพัฒนาที่ดินตามโครงการเฉลิมพระเกียตริ กิจกรรมฟื้นฟูนาร้าง ไถ่นา ทำคันนา ปรับปรุงนา ลักษณะที่ 2และ ลักษณะที่3 ให้สอดคล้องตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ปี 2550 พัฒนาเป็นศูนย์ข้าวชุมชน จดทะเบียนวิสาหกิจศูนย์ข้าวชุมชน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550
กิจกรรม
- ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวกระจายสู่ชุมชนและชาวนาทั่วไป
- ผลิตข้าวปลอดสารเคมีเพื่อบริโภค และ จำหน่ายโดยการแปรรูปเป็นข้าวสาร
- ทำแปลงเรียนรู้ระบบนิเวศในนาข้าว
- ทำแปลงทดลองวิใจพันธุ์ข้าว
- แปลงเตือนภัยโรคระบาดและศัตรูข้าว
- แปลงเรียนรู้การวิเคราะห์ดิน
- แปลงเรียนรู้การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน
ปี 2553 ได้รับรางวัลศูนย์ข้าวชุมชนดีเด่นระดับเขต เข้าร่วมโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ปี 2554 ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านนำร่องภายใต้แผนพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ปี 2555 พัฒนาเป็นหมู่บ้านชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พัฒนาเป็นแหล่งเรียนและขยายผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
|